posted on 19 Jul 2009 20:42 by phuphanwilai in knowledge
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum Linn.
วงศ์ Alliaceae
ชื่อท้องถิ่น
หอมดเทียม (ภาคเหนือ) เทียน หัวเทียน (ภาคใต้) กระเทียมขาว หอมขาว (อุดรธานี)
กระเทียม(ภาคกลาง)
| ลักษณะของพืช » |
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่าหัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบ
ติดกันแน่น เนื้อสีขาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะบางครั้งในหัวมีกลีบเดียว เรียกว่า
กระเทียมโทน หัวค่อนข้างกลมใบยาวแบน ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกรวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ ดอกสีขาวเหลืองอมชมพูม่วงผลมีขนาดเล็ก |
| |
| ส่วนที่ใช้เป็นยา » หัวใต้ดิน |
| |
| การปลูก » |
| ใช้หัวปลูก กะเทียมชอบอากาศเย็นและดินร่วมซุย ปลูกได้ดีในทางภาคเหนือ |
| |
รสและสรรพคุณยาไทย » รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้
แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร |
| |
| ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ » |
สารเคมีในหัวกระเทียม คือน้ำมันหอมระเหย Essential oil
โดยทั่วไปกระเทียมจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 0.6-1 ในน้ำมันหอมระเหย
นี้มีสารเคมีที่มีกำมะถันเป็นองค์หระกอบหลายชนิด ตัวที่สำคัญก็คือ "อัลลิซิน"
นอกจากนี้ยังมี Sulfane dimethy dipropl-disulfide sllinase "อัลลิซิน"
เป็นน้ำมันไม่มีสี ละลายได้ในน้ำ ในแอลกอฮอล์ เบนซิน และอีเทอร์ ถ้ากลั่นโดยใช้การร้อนโดยตรง จะถูกทำลาย"อัลลิซิน"ได้รับความสนใจและแยกสกัดบากกว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดด้วยกัน หัวกระเทียมสามารถลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ได้ทั้งคนปกติและคนไข้ที่มีโฆเลสเตอรอลสูง |
| |
| วิธีใช้ » |
แก้อากาท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ถ้ารับประทานกะเทียมดิบๆ
ครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลังอาหารจะสามารถช่วยได้ รักษากลาก เกลื้อน
โดยการฝานหัวกระเทียมเอามาถูเบาๆหรือโขลกคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น |
| |
| คุณค่าทางอาหาร » |
ใช้ปรุงรสอาหารได้เป็นอย่างดี มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส
กำมะถัน ไขมัน โปรตีน วิตามิน เอ |
| |
| ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา » |
|
เก็บในช่วงที่หัวแก่ อายุ 100 วันขึ้นไป
ข้อมูลจาก : Wikipedia
|
posted on 19 Jul 2009 20:26 by phuphanwilai in knowledge
มังคุดทำลายเซลล์มะเร็ง
สตรีนักวิทย์ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุด พบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบ มั่นใจงานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงในอนาคต
รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน
ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เปิดเผยว่า ใช้เวลากว่า 2 ปีศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งจากสมุนไพร หลังจากเชื่อว่าสมุนไพรบางชนิด อาทิ มังคุด ขมิ้นชัน ใบพุทรา สามารถต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ ผลจากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตาม
สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้
ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัมดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ
นอกจากนี้
นักวิจัยยังได้ศึกษาเทคนิคการรักษามะเร็งด้วยยีนบำบัด โดยนำสารสกัดจากมังคุดใส่ในเม็ดบีดขนาดจิ๋วระดับนาโน จากนั้นอาศัยไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนตัวและไม่เป็นอันตราย เป็นตัวนำเม็ดบีดนั้นเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถที่จะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจาง ส่วนสารสกัดจากสมุนไพรขมิ้นชันและใบพุทรา ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
posted on 19 Jul 2009 20:14 by phuphanwilai in knowledge
เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผ่าตัดแล้วกลัว คีโม ฉายแสง ตัดสินใจรักษาด้วยหญ้าเทวดา แพทย์กลับตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งเหลืออยู่เลย
อีกกรณีตัวอย่างที่จะ “เล่าสู่กันฟัง” ก็เป็นเรื่องของความสำเร็จในการบำบัดรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรที่รู้จักกันในชื่อ หญ้าปักกิ่ง หรือ”หญ้าเทวดา” ผู้ป่วยได้เขียนจดหมายมาถึงคุณพันธ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูล แห่ง”จตุกาหญ้าเทวดา” ผมขออนุญาตินำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
…ดิฉันมีพ่ออายุ 72 ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ก่อนหน้านั้นพ่อมีอาการท้องเสีย อาเจียน ลูกๆก็เลยพาพ่อไปโรงพยาบาล คุณหมอที่นั่นจัดการตรวจอย่างละเอียด พบก้อนเนื้อผิดปกติที่ลำไส้ขนาดใหญ่มาก ต้องรีบทำการผ่าตัดด่วน คุณหมอตัดลำไส้ออกไป 9 นิ้ว พร้อมทั้งตัดต่อมลูกหมากด้วยเนื่องจากได้ลามเข้าต่อมน้ำเหลืองแล้ว
หลังการผ่าตัดได้มีเพื่อนมาเยี่ยมคุณพ่อและได้แนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่ง บอกว่าจะต้องหาย ทำให้เรามีกำลังใจและมีความหวังขึ้นมา หลังจากนั้นคุณหมอก็บอกให้พ่อพักฟื้นเพื่อให้แผลหายแล้วจะฉีดคีโม พร้อมทั้งฉายแสงซึ่งพวกเราเห็นว่าการรักษาเช่นนี้มันทรมานคนแก่มาก ลูกๆทุกคนเลยตัดสินที่จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาพ่อ เพราะถึงจะฉีดคีโม คุณหมอก็ไม่สามารถรับปากกับเราได้ว่าพ่อจะอยู่ได้นานถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือว่า 2 ปี เราไม่ได้บอกคุณหมอที่ รพ.ว่าจะรักษาพ่อด้วยสมุนไพร แต่คุณหมอคงจะทราบเพราะได้บอกว่าในช่วงพักฟื้น 1 เดือนกลัวว่าปอดจะติดเชื้อถ้าใช้สมุนไพร ระหว่างนี้ดิฉันก็พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง จนกระทั่งมาได้รับคำแนะนำจากคุณพันธ์ศักดิ์
พ่อได้ทานหญ้าเทวดาเป็นเวลา 7 เดือนหลังการผ่าตัด ได้ผลเป็นอย่างดีทำให้ร่างกายแข็งแรงดีมาก คุณพันธ์ศักดิ์ได้แนะนำว่าควรจะกลับไปพบหมอบ้างเพื่อตรวจดูให้แน่นอนซึ่งโดยใจจริงแล้วอยากไปพบคุณหมอเหมือนกันแต่ยอมรับว่ากลัวคุณหมอจะดุ เรื่องไม่ยอมให้คุณหมอรักษาด้วยเคมีบำบัดและการรักษาด้วยรังสี เลยปรึกษาเพื่อนที่เป็นพยาบาลที่อยู่ที่นั่นซึ่งแนะนำว่าให้ทำใจเถอะ เรื่องแบบนี้คุณหมอก็ต้องดุเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นขนะที่พ่อบ่นว่ารู้สึกว่ามีอะไรเหมือนก้อนในท้อง เลยตัดสินใจนำพ่อไปตรวจกับคุณหมอท่านนั้น และก็เป็นไปตามที่เรากลัวเพราะปรากฏว่าคุณหมอค่อนข้างจะอารมณ์เสียและหงุดหงิด และได้เอารูปเอกซเรย์ทั้งหมดมาให้ดูแล้วอธิบายว่า ลำไส้ส่วนที่มีเนื้อร้ายที่ตัดออกเป็นเพียงจุดใหญ่ที่สามารถตัดออกได้ ยังมีอีกหลายจุดที่ไม่สามารถตัดออกได้ซึ่งจะต้องรักษาด้วยเคมีต่อ ที่ไม่ได้บอกละเอียดเพราะคิดว่าคนไข้จะต้องกลับมารักษาต่อหลังพักฟื้น 1 เดือน สรุปก็คือคุณหมอบ่นยาวมาก
คุณหมอได้ตรวจพ่ออย่างละเอียดมากเป็นเวลาเกือบครึ่งวัน และให้รอฟังผล ซึ่งพอผลออกมาคุณหมอถามว่า พาพ่อไปรักษาที่ไหนมา เพราะผลการตรวจเลือดและตรวจด้วยวิธีอื่นๆอีกหลายอย่าง พ่อไม่มีเชื้อมะเร็งเหลืออยู่เลย ปกติมาก รวมทั้งจุดเล็กๆที่คุณหมอกลัวว่าจะลามก็ไม่มีเหลือเลย ส่วนก้อนที่ท้องที่พ่อบ่นก่อนไปพบคุณหมอก็เป็นแค่ไขมันส่วนเกินซึ่งไม่เป็นอันตรายอะไรเลย ก้อนไขมันนี้ได้มาจากการที่เราไม่ยอมให้พ่อทำงานหนักเนื่องจากเห็นว่าอายุมากแล้ว ปัจจุบันนี้คุณพ่อก็ยังทานหญ้าเทวดาอยู่
ครับ กรณีตัวอย่างเช่นนี้ยังมีอีกมากมายที่สามารถนำมาเล่าสู่กันฟังได้ ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในโลกธาตุซึ่งมี ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ มนุษย์หรือส่ำสัตว์ทั้งหลายซึ่งดำเนินชีวิตภายใต้กฏธรรมชาติย่อมมีหนทางในการเยียวยา บำบัดรักษาตนเองได้ ขอเพียงให้มีความเชื่อมั่น มีศรัทธาต่อสิ่งที่เรามุ่งมั่นที่จะเดินไปทางหนึ่งทางใด พลังใจย่อมเกิดขึ้นได้
ข้อมูลจาก : http://www.geocities.com/pimpawatree/tell-3.htm